Header Ads

สสส.-กรมสุขภาพจิต-มสช. ผนึกภาคีสร้าง “ชุมชนสุขภาพจิตดี” ทั่วประเทศ ชู 41 พื้นที่ต้นแบบ ปั้นนักส่งเสริมสุขภาพจิตกว่า 3,193 คน


สสส.-กรมสุขภาพจิต-มสช. ผนึกภาคีสร้าง “ชุมชนสุขภาพจิตดี” ทั่วประเทศ ชู 41 พื้นที่ต้นแบบ ปั้นนักส่งเสริมสุขภาพจิตกว่า 3,193 คน ดันสุขภาพจิตสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นยั่งยืน 

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) จัด “เวทีสานพลังเครือข่ายและสื่อสารสาธารณะด้านการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต” เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จของโครงการขยายผลการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตลอดช่วงชีวิตในชุมชน พร้อมแลกเปลี่ยนบทเรียนการดำเนินงาน และร่วมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตชุมชนของประเทศในอนาคต


ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนมากขึ้นในทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สังคม และระบบบริการสุขภาพโดยรวม จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง สสส. กรมสุขภาพจิต และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ในการดำเนินโครงการขยายผลการส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตตลอดช่วงชีวิตในชุมชน ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานต่อเนื่องเข้าสู่ระยะที่ 3

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการสร้างเสริมสุขภาพจิต “โดยชุมชน เพื่อชุมชน” ผ่านความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยพัฒนากระบวนการต้นแบบและกลไกขยายผลที่ให้ความสำคัญทั้งการดูแลสุขภาพจิตและปัจจัยกำหนดสุขภาพจิต อาทิ การเสริมสร้างทุนทางสังคม การพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย การสร้างครอบครัวอบอุ่น และการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งสู่สังคมสุขภาวะทางจิตอย่างยั่งยืน

“ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการสามารถพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและพื้นที่ขยายผลรวม 41 ชุมชนทั่วประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายนักส่งเสริมสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น (นสช.) มากกว่า 3,193 คน กระจายอยู่ในทุกเขตสุขภาพทั่วประเทศ ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงเชิงรุก รับฟังอย่างลึกซึ้ง เยี่ยมบ้านกลุ่มเปราะบาง ประสานการส่งต่อผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และเชื่อมโยงการช่วยเหลือทางสังคมในระดับพื้นที่ และจากผลการประเมินดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น พบว่า มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 80 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เป็น 124 คะแนน จากคะแนนเต็ม 144 คะแนน สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของการสร้างกลไกสุขภาพจิตโดยชุมชนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” รองผู้จัดการ สสส.กล่าว 

นอกจากนี้ ยังพบว่ากว่าร้อยละ 60 ของชุมชนต้นแบบสามารถผลักดันให้ประเด็นสุขภาพจิตเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นได้สำเร็จ ขณะเดียวกันโครงการยังได้พัฒนาหลักสูตรสร้างคนทำงานด้านสุขภาพจิตในชุมชน ซึ่งพร้อมขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศในอนาคต


ด้าน นายแพทย์จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทยยังคงน่าเป็นห่วง โดยข้อมูลปี 2568 เปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่าความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสำคัญ โดยประชาชนมีความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าร้อยละ 8.3 มีความเครียดสูงร้อยละ 7.8 และมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายร้อยละ 4.6
 
ขณะเดียวกัน ประเทศยังเผชิญปัญหาความรุนแรงในสังคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจิตเวช ปัญหาการใช้สารเสพติด และการฆ่าตัวตาย ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ โครงสร้างประชากร สิ่งแวดล้อม และวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“การส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในระดับชุมชนที่อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเฝ้าระวัง ดูแล และตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ ทำให้ประชาชนตระหนักและรู้สึกเป็นเจ้าของการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชนร่วมกัน” รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

นายแพทย์จุมภฎ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมสุขภาพจิตมีนโยบายส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีตลอดช่วงชีวิต โดยยึดโยงกับระบบสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งมีความใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนในพื้นที่ ผ่านความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และเครือข่ายชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสุขภาพจิตที่ยั่งยืน
ขณะที่นายปองพล ชุษณโชติ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 3 และผู้จัดการโครงการ กล่าวเสริมว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินงานระยะที่ 3 คือ การส่งเสริมให้ชุมชนสามารถประเมินสถานการณ์สุขภาพจิตของตนเองผ่าน “ดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น (Community Mental Health Index)” เพื่อกำหนดทิศทางพัฒนาสุขภาพจิตให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่

การดำเนินงานประกอบด้วย 3 กลไกหลัก ได้แก่ การยกระดับพื้นที่ต้นแบบเดิมให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น การขยายผลสู่พื้นที่ใหม่ และการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนให้สามารถดูแลและช่วยเหลือประชาชนด้านสุขภาพจิตได้ด้วยตนเอง หนึ่งในพื้นที่ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น คือ ตำบลวังกรด อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลวังกรดเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงาน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาความรู้ด้านสุขภาพจิตและยาเสพติด การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชน การส่งเสริมอาชีพและเศรษฐกิจชุมชน ไปจนถึงการผลักดันเป็นนโยบายระดับตำบล

นายปองพล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมการดูแลสุขภาพจิตในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ ระบบคู่หูติดตามกลุ่มเสี่ยง “เบิ่งแงง ฮักแพงใจ” การใช้ดิจิทัลโมเดลและกิจกรรมกีฬาเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจในเยาวชน ตลอดจนการจัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยและศูนย์ให้คำปรึกษาเชิงรุกเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิต


สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่สะท้อนจากการดำเนินงานในพื้นที่ พบว่าการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และการบรรจุประเด็นสุขภาพจิตไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้งานสุขภาพจิตชุมชนเกิดความต่อเนื่อง ยั่งยืน และสามารถขยายผลครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศได้อย่างแท้จริง

No comments

Powered by Blogger.