ปราจีนบุรีผนึกพลังชุมชน สร้างความมั่นคงอาหาร
“สงครามโลก–โรคระบาด เงินอาจไร้ค่า แต่ ‘อาหาร–สมุนไพร–ภูมิปัญญา’ คือคำตอบ ปราจีนบุรีผนึกพลังชุมชน สร้างความมั่นคงอาหาร สู่การอยู่รอดอย่างยั่งยืน หนุนตั้ง 1 ตำบล 1 เกษตรอินทรีย์ ขยายผลทั่วประเทศ
ปราจีนบุรี – โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงคราม ความขัดแย้ง โรคระบาด และภัยพิบัติ กำลังส่งสัญญาณชัดว่า “เงินไม่ใช่คำตอบของการอยู่รอด” ขณะที่ “อาหาร สมุนไพร และองค์ความรู้ท้องถิ่น” กลับกลายเป็นฐานความมั่นคงที่แท้จริงของชีวิต โดยจังหวัดปราจีนบุรีกำลังถูกจับตาในฐานะพื้นที่ต้นแบบของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
ในงาน “มหกรรมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ปราจีนบุรี ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ ภูมิภูเบศร ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพร ตำบลบางเดชะ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งรวบรวมทั้งองค์ความรู้แพทย์แผนไทย อาหารพื้นถิ่น สมุนไพร สปาพื้นบ้าน และนวัตกรรมสุขภาพจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สร้างความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก
บนเวทีเสวนา “อาหารพื้นถิ่นกินเป็นยา” ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า ในภาวะ “หยุดโลก” ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือโรคระบาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อาหารที่ดีต่อสุขภาพ” และความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
นางระตะนะ ศรีวรกุล ประธานเครือข่ายเกษตรอินทรีย์จังหวัดปราจีนบุรี ย้ำชัดว่า ในยามวิกฤต สิ่งที่มั่นคงที่สุดไม่ใช่เงินทอง แต่คือ “อาหารและยาในครัวเรือน” โดยชุมชนต้องมีองค์ความรู้ในการปลูกและใช้สมุนไพรเพื่อดูแลสุขภาพตนเอง โดยเฉพาะแนวคิด “ผักเป็นยา” ที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย “เมื่อเกิดวิกฤต เงินอาจไม่มีค่า แต่สิ่งที่ทำให้เรารอดได้คืออาหารและสมุนไพร หากชุมชนผลิตเองได้ เราจะอยู่รอดอย่างมั่นคง” นางระตะนะกล่าว
ด้านนางอมรา อาคมานนท์ ผู้จัดการร้าน “บ้านเล่าเรื่องเมืองสมุนไพร” ระบุว่า การถ่ายทอดความรู้เรื่องพืชกินได้ สมุนไพร และการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้ประชาชนในระยะยาว อย่างเช่นที่บ้านเล่าเรื่องเองได้นำสมุนไพรกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันผ่านเมนูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระเจี๊ยบแดง ดอกอัญชัน ดอกดาวเรือง ที่ช่วยดูแลสุขภาพตา ลดโรคร้อน หรือ ผักหูเสือต้านหวัด ก็ทำให้ประชาชนได้เรียนรู้และยังกินได้ทุกวัย
ขณะที่นางสาวรัตนาวดี พิมล นักโภชนาการปฏิบัติการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ชี้ว่า ปราจีนบุรีมีจุดแข็งด้าน “อาหารและสมุนไพร” ที่พิสูจน์มาแล้วในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยสามารถใช้สมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรดูแลประชาชนได้จริง และปัจจุบันแนวคิด “อาหารเป็นยา” กำลังถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาล โดยใช้วัตถุดิบเกษตรอินทรีย์เพื่อยกระดับสุขภาพประชาชน “เป้าหมายของปราจีนบุรี คือการเป็น ‘เมืองอาหารปลอดภัย สุขภาพดี’ และต่อยอดสู่ระดับประเทศและนานาชาติ” นางสาวรัตนาวดีกล่าว
ภาคธุรกิจในพื้นที่ยังร่วมขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยนายสว่าง สวยดี รองประธานกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ YEC หอการค้าจังหวัดปราจีนบุรี เปรียบการพัฒนาเหมือน “ต้นไม้ที่กำลังหยั่งราก” แม้วันนี้ยังไม่เห็นผลชัด แต่ความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างฐานที่แข็งแรงให้จังหวัดเติบโตในอนาคต ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า การสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ต้องเริ่มจากนโยบายที่ชัดเจน สนับสนุนเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงตลาดกับโรงพยาบาล ร้านอาหาร และผู้บริโภค เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน
โดยนางระตะนะ กล่าวเสริม ว่า ข้อเสนอสำคัญคือ การผลักดันให้ “ทุกตำบลมีกลุ่มเกษตรอินทรีย์” เป็นทั้งแหล่งผลิตอาหารและศูนย์เรียนรู้ เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาภายนอก และพร้อมรับมือกับวิกฤตในอนาคต โดยเฉพาะในภาวะโลกผันผวน และแนวคิดดังกล่าวสามารถขยายผลไปทั่วประเทศ “วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสงคราม แต่แม้ในภาวะปกติ เราก็ขาดแคลนอาหารปลอดภัย การสร้างระบบอาหารที่ดี คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ” นางระตะนะกล่าว









No comments