Header Ads

เครือข่ายลดบริโภคเค็มร่วมงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 24​


เครือข่ายลดบริโภคเค็มร่วมงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 24​ ผลักดันมาตรการภาษีโซเดียมผ่านสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูง


เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ร่วมงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 24 (CDoH) ภายใต้สโลแกน “หวาน เค็ม เมา ควัน” เชื่อมั่นภายใน 2-5ปีข้างหน้าเรามีเครื่องมือวัดความเค็ม (Salt Meter) ใช้ทั่วประเทศ เผยปัจจุบันการบริโภคเค็มและโซเดียมเป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรัง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเด็กอายุ 10-19 ปี เข้าเกณฑ์ภาวะความดันเลือดสูงเพิ่มสูงร้อยละ 10 พร้อมหนุนผลักดันมาตรการภาษีโซเดียม

     รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยในงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 24 (CDoH) ภายใต้สโลแกน “หวาน เค็ม เมา ควัน—กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” ว่า เราต้องการให้รู้ว่าการบริโภคเค็มและโซเดียมเป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรัง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด อันมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐานโดยภายใน 2-5 ปีข้างหน้าเราจะมีสารทดแทนเกลือและเรามีเครื่องมือวัดความเค็ม (Salt Meter) ในชุมชน 2 หมื่นเครื่องทั่วประเทศ นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดโซเดียมเพิ่มขึ้น 

     จากรายงานการศึกษาสถานการณ์การบริโภคอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และความรอบรู้ด้านอาหารของประชากรไทย พบว่าคนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไปบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉลี่ย 22 กรัม/วัน และ14 กรัม/วัน ในเพศชายและเพศหญิง ตามลำดับ ขณะที่มีการบริโภคขนมขบเคี้ยว โดยเฉลี่ย 32 กรัม/วัน และ29 กรัม/วัน ในเพศชายและเพศหญิง ตามลำดับ และรายงานการสำรวจสุขภาพประชากรไทย พบว่าเด็กอายุ 10-19 ปี มีความดันเลือดเข้าเกณฑ์ภาวะความดันเลือดสูงประมาณร้อยละ 10 ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน ๆ ที่พบประมาณร้อยละ 9.4 แม้ภาครัฐจะมีการรณรงค์สร้างความรอบรู้ด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่า "การรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นได้" ทำได้เพียงชะลอการดำเนินโรคในกลุ่มผู้ป่วยเดิมเท่านั้น ซึ่งตรงกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ให้ปรับเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือมาเป็นการใช้ มาตรการบังคับทางกฎหมายผ่านภาษีโซเดียม (Sodium Tax) ควบคู่กับการกำหนด เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม (Sodium Benchmark) สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่าง ๆ ของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นกรอบเป้าหมายในการปรับสูตรอาหาร (Reformulation) ให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการทยอยลดปริมาณโซเดียมลง เพื่อให้ผู้บริโภคค่อย ๆ ปรับตัวกับรสชาติโดยไม่รู้สึกเสียรสชาติเดิม  เพื่อปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมด้านอาหารและคุ้มครองสุขภาพของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน


    รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากการประชุมปรึกษาหารือการขับเคลื่อนมาตรการลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารด้วยนโยบาย Tax and Non-Tax พบว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัม/วันซึ่งสูงกว่าปริมาณที่แนะนำ 2,000 มิลลิกรัม/วันเกือบ 2 เท่า อาหารประเภท Packaged food หรือ อาหารบรรจุหีบห่อ คือ อาหารที่ผ่านกระบวนการเตรียม ปรุง หรือแปรรูป และถูกบรรจุลงในภาชนะหรือหีบห่อปิดสนิทพร้อมจำหน่าย ได้แก่ อาหารกึ่งสำเร็จรูป (Semi-Processed / Instant): เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กคัพ และ ขนมขบเคี้ยวรสชาติเค็ม อาหารเหล่านี้ควรมีมาตรการภาษีช่วยสกัดกั้นไม่ให้ “ติดเค็ม” ตั้งแต่วัยเยาว์ การป้องกันเด็กติดโซเดียมที่ได้ผลคือการสร้างกลไกราคา เมื่อสินค้าที่ไม่มีการปรับสูตร และโซเดียมสูงมีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคจะหันไปเลือกสินค้าทางเลือกที่ลดโซเดียมและราคาถูกกว่า

ด้านผศ.ดร.พจนา หันจางสิทธิ์  อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากผลการศึกษามาตรการภาษีโซเดียมร่วมกับการบังคับปรับสูตรลดความเค็มในขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พบว่า จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในประเทศไทยได้มากกว่า 85,000 ราย ซึ่งผลลัพธ์จากมาตรการลดโซเดียม โดยการปรับสูตรอาหารตามเกณฑ์สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)  จะทำให้ช่วยลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพศชายได้กว่า 54,000 รายและช่วยลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเพศหญิงได้กว่า 31,000 ราย และในกลุ่มอายุ 45-49 ปี ขึ้นไปจะได้รับผลจากมาตรการลดโซเดียมมากที่สุด ทั้งนี้ภาษีโซเดียม หรือภาษีความเค็ม เป็นแนวคิดมาตรการทางภาษีที่ภาครัฐกำลังศึกษาเพื่อจัดเก็บจากสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดพฤติกรรมการกินเค็มของประชาชนและป้องกันโรคเรื้อรัง โดยรายละเอียดและเป้าหมายของมาตรการต่างๆ จะใช้รูปแบบอัตราแบบขั้นบันไดโดยการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้าตามปริมาณโซเดียม คล้ายกับระบบภาษีความหวาน และกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับ จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับลดปริมาณโซเดียมในสูตรอาหาร (Low Sodium) และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ

ด้าน ผศ.ดร.ปภัศร ชัยวัฒน์ นักวิชาการและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากบัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ความเค็มหรือโซเดียมเป็นสินค้าตัวเดียวที่ยังไม่มีการเก็บภาษี จึงต้องศึกษาว่า นโยบายของภาครัฐ เน้นรายได้หรือการเก็บภาษีเป็นแค่การส่งสัญญาณให้เห็นว่าสินค้านี้อันตรายในมุมมองภาครัฐ การเก็บภาษีความเค็มจะส่งสัญญาณในการปรับสูตรสินค้าและการให้บริการ ซึ่งจากงานศึกษา “เจาะลึกความยืดหยุ่นอุปสงค์ต่อราคาในสินค้าที่มีโซเดียมสูง ขนมขบเคี้ยว, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและเครื่องปรุงรส” พบว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากเก็บภาษีจะสร้างภาระทางการเงินโดยตรงแก่ผู้มีรายได้น้อย ที่มีความจำเป็นต้องบริโภค ข้อดีคือหากราคาขึ้นผู้บริโภคมีแนวโน้มหันไปหาข้าวและแป้ง ซึ่งดีต่อสุขภาพ ส่วน ขนมขบเคี้ยว เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เหมาะสมที่สุดสำหรับการเก็บภาษี และเครื่องปรุงรส พบว่าการขึ้นภาษีอาจไม่ช่วยลดปริมาณการใช้มากนัก แต่จะดึงเงินออกจากกระเป๋าผู้บริโภคทันที หากเก็บภาษีเครื่องปรุงรสดังกล่าว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของอุปสงค์ของอาหารที่มีโซเดียมสูงในตลาดประเทศไทย โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคา เมื่อมีราคาสูงขึ้นจากมาตรการภาษี ผู้บริโภคจะมีแนวโน้มลดการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรเพื่อลดภาระภาษี ดังนั้นจึงต้อง “การออกแบบภาษีโซเดียมอย่างเหมาะสม จะช่วยลดการบริโภคเค็มโดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็น และยังป้องกันการผลักภาระไปยังผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้ เวทีเสวนาครั้งนี้มุ่งหวังให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการ สนับสนุนการใช้มาตรการภาษีควบคู่กับมาตรการอื่น ๆ เช่น การปรับสูตรอาหาร การติดฉลาก และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การ “ลดเค็ม ลดโรค” อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.ปภัศร ยังได้เสนอนโยบาย "ภาษีโซเดียมอัตราก้าวหน้า" (Progressive Sodium Tax) โดยกำหนดเพดานปริมาณโซเดียมขั้นต่ำ (Threshold) เพื่อไม่ให้กระทบสินค้าทั่วไปที่ไม่เค็ม ร่วมกับการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ที่เพิ่มขึ้นตามความเค็ม เพื่อชักจูงให้ผู้ผลิตลดโซเดียม พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการปรับสูตร โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าราคาต่ำอีกด้วย

No comments

Powered by Blogger.